Alternative content

Get Adobe Flash player
ค้นหาข้อมูล

 
ค้นหาจากร้านค้าสมาชิก

หัวข้อ : ประวัติหลวงพ่อลา ชยมงฺคโล(พระครูสุนทรสังฆกิจ) วัดแก่งคอย จ.สระบุรี


ประวัติวัดแก่งคอย

            วัดแก่งคอยได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.. 2330 โดยชาวบ้านได้ร่วมใจกันก่อสร้างยกที่ดินให้เป็นที่ธรณีสงฆ์เพื่ออุทิศถวายในบวรพุทธศาสนา

                ท่านเจ้าคุณพระยาสโมสรสรรพการ ซึ่งเป็นคนอำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี ได้บริจาคทุนทรัพย์ส่วนตัวในการเริ่มก่อสร้างวัดแก่งคอย ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างในสมัยพระการีสุนทราการเป็นนายอำเภอ สำหรับพระอุโบสถเริ่มขึ้นเมื่อปีเถาะ จุลศักราช 1265 ตรงกับพุทธศักราช 2466 ต่อมาในปีพุทธศักราช 2467 จึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งตรงกับปีมะโรง  นอกจากนั้นท่านเจ้าคุณพระยาสโมสรสรรพการและคุณแม่ล้อม สุนทราการได้ถวายที่ดินเป็นธรณีสงฆ์จำนวน 10 ไร่ 76 ตารางวา และเมื่อปี พ.. 2549 นายบุญจันทร์และนางไพฑูรย์ นุตราวงศ์ ได้ถวายที่ดินเพิ่มให้วัดอีก 2 ไร่ 45 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมดรวม 13 ไร่ 21 ตารางวา

                และจากคำบอกเล่าสืบต่อๆกันมา ที่ตั้งของวัดเดิมแห่งนี้ยังเป็นป่าทึบแนวป่าดงพญาเย็นตั้งแต่จังหวัดสระบุรีเรื่อยไปจนถึงจังหวัดนครราชสีมา ยังเป็นป่าที่สมบูรณ์ สัตว์ป่ามีหลากหลายชนิดอาศัยอยู่มากมาย จึงทำให้ผู้คนเข้าจับจองอาศัยทำมาหากินเป็นจำนวนมาก ความเจริญจึงได้เริ่มขึ้นเรื่อยมา การเรียกชื่อวัดนี้เปลี่ยนแปลงมาตามยุคตามสมัย ซึ่งชื่อเดิมในยุคนั้นนามของวัดว่า วัดแก่งนางคอย เหตุที่ชื่อนี้ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า ที่ตั้งของวัดแห่งนี้อยู่ติดกับแม่น้ำป่าสัก ในสมัยนั้นชาวบ้านและพ่อค้าประชาชนจะทำการค้าขายหรือการเดินทางจะใช้เรือหรือต่อแพไม่ไผ่เป็นยานพาหนะขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพ เพชรบูรณ์ ขึ้นล่องไปมาตลอดทางด้านทิศตะวันออกของวัด แม่น้ำจะเป็นโขดหินร่องน้ำตื้นเขิน การเดินเรือและแพจะไม่สะดวกในการขนส่งสินค้า ถ้าน้ำตื้นเขินมากๆ พ่อค้าที่นำเรื่อผ่านมาจะต้องมารอคอยหรือนอนพักแรมทะยอยนำเรือหรือแพขึ้นแก่งกันเป็นแรมเดือน และบางครั้งหนุ่มสาวชาวเรือก็จะแอบนัดพบกันในบริเวณแก่งของวัด จนกลายเป็นที่นัดพบรอคอยของสาวชาวเรือชาวแพในสมัยนั้น จึงพากันเรียกชื่อวัดกันมาจนติดปากว่า วัดแก่งนางคอย

                ในกาลต่อมาชาวบ้านได้พากันเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดแร้งคอย เหตุที่ชื่อเช่นนี้ก็มีที่มาคือ เมื่อถึงยุคสมัยบ้านเมืองมีความเปลี่ยนแปลง มีความเจริญเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านได้มีการก่อร่างสร้างตัวมากขึ้นและได้มีการตัดไม่ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก คงเหลืออยู่แต่ไม้ใหญ่ยืนต้นบางส่วน เช่น ต้นยางใหญ่ที่แนวริมตลิ่งแม่น้ำป่าสักทางด้านทิศเหนือของวัดเหลืออยู่ปรากฏให้เห็นประมาณ 4-5 ต้น ประกอบการสมัยนั้นผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยจะเกิดเป็นไข้มาลาเรียล้มตายกันเป็นส่วนมาก เมื่อความเจริญเข้ามา ป่าไม้ก็ลดน้อยถอยลงเพราะถูกทำลาย ทำให้สัตว์ต่างๆ ต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ที่อื่น เช่นขึ้นไปอยู่เทือกเขาใหญ่ เขาเขียวบ้าง ส่วนนกอีแร้ง อีกา ได้พากันมาอาศัยอยู่ที่ต้นยางใหญ่ ที่เหลืออยู่ในบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำป่าสักทางลงแก่งท่าน้ำของวัดเป็นจำนวนนับร้อยๆตัว ทำให้การหาอาหารจำพวกซากสัตว์ที่ตายไม่พอกับความต้องการของอีแร้งอีกา จึงได้พากันจิกตีแย่งกันร่วงหล่นตกลงมาจากยอดยาง ให้พระเณรและประชาชนได้พบเห็นเป็นประจำ และในตอนเย็นอีแร้งเหล่านี้ก็พากันกลับมานอนที่ต้นยางใหญ่แห่งนี้เป็นประจำตลอดมา เมื่อชาวบ้านเห็นเช่นนั้น จึงได้พากันเรียกว่าที่แร้งคอย และได้ขนานนามวัดใหม่ว่า วัดแร้งคอย จนติดปากต่อๆกันมาเป็นเวลนานพอสมควร ในกาลต่อมาทางราชการได้ทำการตั้งชื่อวัดเป็นทางการว่า วัดจมูสโมสร

                ตามหลักฐานของทางราชการตามหลักโฉนดที่ดิน ณ หอทะเบียนที่ดินจังหวัดสระบุรี ตามโฉนดที่ 1535 เล่ม 16 หน้า 35 ที่ดินระวาง 5238#1612-1 เลยที่ดิน 569 หน้าสำรวจ 295 ตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย โฉนดที่ดินนี้ได้ทำโดยพระบรมราชานุญาตในพระบาทสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยให้แก่ วัดจมูสโมสร (หมายความว่าวัดเป็นที่ชุมนุมของเหล่าเสนาฯ) เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย อยู่บ้านแก่งคอย ในหมู่บ้านที่ ตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ผู้มีเชื่อออกนามไว้แล้วข้างต้นนั้น ถือที่ดินแปลงนี้อยู่ที่บ้านแก่งคอย ตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เจ้าพนักงานได้ลงเส้นพระยานชันสูตรถูกต้องกันแล้ว

                ต่อมาช่วงประมาณปี พ.. 2487 – 2490 บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง หมู่บ้าน ชุมชนก็มากขึ้น ทางคณะสงฆ์พร้อมด้วยทายกทายิกาและชาวบ้านมีความเห็นร่วมกัน สมควรที่จะทำการเปลี่ยนชื่อวัดเดิมให้เข้ากับหมู่บ้านและหน่วยราชการ จึงทำการขอเปลี่ยนชื่อ จากวัดจมูสโมสร เป็น วัดแก่งคอย เพระชาวบ้านเรียกง่าย ทั้งวัดวัดยังติดกับตลาดแก่งคอย และใกล้กับที่ว่าการอำเภอแก่งคอย หมู่บ้านแก่งคอย พร้อมกับออกที่วัดครั้งแรก ใช้เลขที่ 946 ถนนสุดบรรทัด เขตเทศบาลตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ต่อมาภายหลังประชาชนมีจำนวนมากขึ้น ทำให้บ้านเรือนหนาแน่น ทางการจึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงเลขที่บ้านใหม่ เลขที่ของวัดจึงได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย มาเป็นเลขที่ 353/1 หมู่ ตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ด้วยถือว่านำชื่อบ้านกับชื่อวัดเป็นที่เดียวกันเลย จึงเรียก วัดแก่งคอย มาจนถึงทุกวันนี้

                วัดแก่งคอย เคยประสบภัยทางอากาศสมัยมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 กฏิสงฆ์ และพระอุโบสถหลังเดิมถูกแรงระเบิดกระทบชำรุดทรุดโทรมไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2488 ประกอบกับภัยธรรมชาติ ทำให้ชำรุดปรักหักพัง ไม่สะดวกในการประกอบสังฆกรรมและบำเพ็ญกุศล เฉพาะพระอุโบสถได้สร้างขึ้นมาใหม่ในที่เดิมในปลายปีพุทธศักราช 2507 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พุทธศักราช 2508 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ได้ทำการผูกพัทธสีมา 5 วัน 5 คืน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2510 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2510 และได้พัฒนาปฏิสังขรณ์สืบมาตราบเท่าทุกวันนี้


ประวัติพระครูสุนทรสังฆกิจ(หลวงพ่อลา ชยมงฺคโล) วัดแก่งคอย จ.สระบุรี

ข้อมูลจากหนังสือประวัติวัดแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

เรียบเรียงโดยพระครูประภัศร์วรญาณ เจ้าคณะตำบลแก่งคอย(เจ้าอาวาสวัดแก่งคอย)

หลวงพ่อลา นามเดิมว่า ลา สายสมบัติ เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2428 เดือนยี่ ปีระกา สมัยรัชกาลที่ 5 ณ ต.คล้อทอง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีบิดาชื่อ นายโม้ มารดาชื่อ นางแจ่ม สายสมบัติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน หลวงพ่อลาเป็นที่ 4 ประกอบอาชีพชาวนา หลวงพ่อมีนิสัยฝักใฝ่ทางธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดคล้อทอง ต.คล้อทอง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เมื่อครบกำหนดอายุได้ 20 ปี จึงได้อุปสมบทต่อสำเร็จเป็นพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ ฉายานามว่า ชัยมงฺคลโลอยู่วัดคล้อทองได้หลายพรรษาจนพ้นนวะกแล้ว จึงได้รุกขมูลไปทางชายแดนไทย-ลาว เข้าสู่แขวงสวันเขต ประเทศลาว(ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในการปกครองของประเทศไทย) ระหว่างที่พำนักอยู่ที่แขวงสวันเขตนี้ ได้มีโอกาสศึกษาวิชาอาคามต่างๆตามสมัยนิยม ขณะนั้นท่านได้พบกับหลวงปู่ผู้เฒ่ารูปหนึ่ง และได้เรียนวิชาการทำน้ำมนต์ประกอบเทียน เป็นวิชาสำคัญที่ส่งเสริมให้ท่านมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง และกว่าที่ท่านจะสำเร็จวิชานี้ครบถ้วนกระบวนความ ต้องไปฝึกบนภูเขาถึง 5 ปีเต็ม จึงจะได้รับอนุญาตให้นำวิชานี้ไปใช้ได้ คุณวิเศษของวิชาเทียนน้ำมนต์น้ำมนต์มหัศจรรย์นี้ ถ้าหากผู้ใดได้อาบกินแล้วถือได้ว่าสำเร็จตามความปรารถนาที่ได้อธิษฐานไว้ทุกประการ ถึงแม้ว่ามีความขึ้นโรงขึ้นศาลเรื่องราวปัญหาชีวิตต่างๆ ที่หนักหนาสาหัสก็จะบรรเทาเบาบางลง ส่วนเรื่องที่ไม่หนักหนาก็จะสูญหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อสำเร็จวิชาแล้วท่านได้กราบลาหลวงปู่ผู้เฒ่ากลับสู่เมืองไทย โดยรุกขมูลผ่านทางอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เดินทางเรื่อยๆ จนเข้าสู่เขต จังหวัดสระบุรี และได้เข้าจำพรรษาอยู่ในบ้านช่องเหนือ ต.บ้านป่า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พำนักอยู่ในโบสถ์หลังเล็กๆ มุงด้วยสังกะสีที่ชาวบ้านศรัทธาสร้างถวาย จำพรรษาอยู่หลายปีจนได้ตำแหน่งทางคณะสงฆ์เป็นพระปลัดลา ชยมงฺคโล

                ครั้นต่อมาทางวัดแก่งคอยได้ขาดแคลนสมภารเจ้าวัด คณะสงฆ์กับชาวบ้านจึงได้นิมนต์ท่านมาครองวัด จนได้ตำแหน่งทางคณะสงฆ์เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับขั้น โดยได้รับตำแหน่งพระครูชั้นประทวน เมื่อปี 2476 และอีกสองปีต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวง อำเภอแก่งคอย และในที่สุดได้เลื่อนชั้นเป็น พระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุนทรสังฆกิจ พร้อมกับตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

 

ลำดับการดำรงตำแหน่งของพระครูสุนทรสังฆกิจ(หลวงพ่อลา ชัยมงฺคโล)

พุทธศักราช  2461 ได้รับการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดบ้านช่อง ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

พุทธศักราช  2462 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระปลัด ฐานะเจ้าคณะแขวง

พุทธศักราช  2463 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวด

พุทธศักราช  2467 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

พุทธศักราช  2476 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดแก่งคอย

พุทธศักราช  2479 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ นาม พระครูสุนทรสังฆกิจ

พุทธศักราช  2485 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอ ตาม พ... คณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484

พุทธศักราช  2495 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก

 

                พระครูสุนทรสังฆกิจ ได้มรณภาพลงที่วัดแก่งคอย เมื่อวันที่ 4 พฤษจิกายน พุทธศักราช 2497 รวมสิริอายุ 71 ปี โดยพรรษารวม 50 พรรษา พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2498 เวลา 16.30 . ณ เมรุลอยวัดแก่งคอย


ปาฏิหาริย์และความศักดิ์สิทธิ ของ พระครูสุนทรสังฆกิจ(หลวงพ่อลา ชัยมงฺคโล)

                ท่านพระครูปลัดทองห่อ  วิรยธมโม อายุ 71 ปี(..2547) ศิษย์บรรพชิตของหลวงพ่อลารุ่นสุดท้ายได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยหลวงพ่อลา ยังดำรงขันธ์อยู่นั้น มีผู้มาขอให้หลวงพ่อลาทำพิธีอาบน้ำมนต์ให้ทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่เว้นแต่ละวัน วันละหลายสิบราย หลวงพ่อก็ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวังกลับไปแม้แต่รายเดียว จนทำให้ชื่อเสียงเกียรติคุณเลื่องลือระบือไกล แม้กระทั่งท่านผู้ใหญ่ระดับผู้ปกครองบ้านเมืองในสมัยนั้น เข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์มากมาย โดยเฉพาะบุคคลสำคัญในคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง(คณะราษฎร์) เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์พหลโยธิน) , จอมพล ป.พิบูลสงคราม , หลวงวิสุชาญแพทย์ , นายควง อภัยวงศ์ ฯลฯ ท่านเหล่านี้เคยมาขอให้หลวงพ่อลาประกอบพิธีทำน้ำมนต์เทียนมหัศจรรย์กันทั้งสิ้น

                วิธีการทำก็คือ ใช้ขี้ผึ้งแท้ ไส้เทียนใช้ด้ายดิบและกระดาษสาเขียนยันต์เต่าเลือนด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งเขียนยันต์มหาราช ผู้ที่มาอาบน้ำมนต์จากท่านจะต้องเขียนคำอธิษฐานและชื่อวันเดือนปีเกิดลงใส่ในกระดาษยันต์นั้น หลังจากนั้นหลวงพ่อจะนำไปเป็นไส้เทียน ฟั้นเทียนเป็นรูปแก้วสเปน น้ำตาเทียนของท่านจะไหลออกทางก้นเทียน ถ้ามีเคราะห์น้ำตาเทียนจะเป็นสีแดง และหากมีโชคน้ำตาเทียนจะเป็นสีเหลือง เมื่อท่านทำน้ำมนต์จนเสร็จแล้วน้ำมนต์นั้นจะบอกเลยว่ามีโชคหรือมีเคราะห์ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

                และในสมัยนั้น ท่านได้มีผู้มีจิตเมตตานำกวางและแพะมาถวายท่านเลี้ยงไว้ที่วัด ท่านได้ลงผ้ายันต์ผูกคอให้กวางและแพะของท่านปล่อยไว้ในวัด เมื่อได้เวลากวางและแพะออกไปหากินอาหารในตลาด แย่งกินผักผลไม้จากแม้ค้าในตลาด บางคนก็เอาไม้คานตี เอามีดฟัน บางคนถึงกับเอาปืนยิง แต่ก็ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า จนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วว่าแพะและกวาง ของหลวงพ่อลาอยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก

                และต่อมาเมื่อปี พ.. 2507 ทางวัดทำการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม ในปี พ.. 2506 ทางวัดได้ทำการขุดรอบฐานอุโบสถหลังเก่าเพื่อจะรื้อถอน ในวันหนึ่งเวลาเที่ยงทางโรงเรียนได้ให้นักเรียนพักเที่ยง ได้มีเด็กกลุ่มหนึ่งได้พากันมาวิ่งเล่นซ่อนหารอบอุโบสถที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น ขณะที่เด็กกำลังเล่นกันอย่างเพลิดเพลินนั้น เหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น อุโบสถทั้งหลังได้ลมครืนลงมาทับเด็กที่เล่นซ่อนหากันอยู่นั้น เด็กบางคนได้วิ่งไปบอกครูให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คณะครูจึงได้ตีระฆังเช็คดูนักเรียนว่ามีใครอยู่และมีใครสูญหายบ้าง เมื่อเช็คดูแล้วได้มีเด็กหายไปหนึ่งคน คือเด็กชายไพบูลย์ ภู่อ่อนนิ่ม คณะครูและพระสงฆ์ในวัดได้มาค้นหาเด็กคนนั้นในที่พระอุโบสถพังลงมา หาอยู่เป็นเวลานานก็ได้ยินเสียงเด็กร้องขอความช่วยเหลือ คณะครูและพระสงฆ์ได้ช่วยกันงัดและยกก่อนปูนที่พังทับอยู่นั้นออก ก็ได้พบเด็กนอนอยู่ใต้นั้น ตรวจร่างกายของเด็กแล้วก็พบว่า ไม่ได้รับบาดเจ็บ เด็กได้บอกกับหลวงพ่อพระครูสมบูรณ์ ศีลวัตรว่า ได้มีหลวงพ่อแก่ๆ มาช่วยดันก่อนปูนเอาไว้ เมื่อดูที่คอของเด็กชายไพบูลย์ ก็ปรากฏว่ามีเหรียญหลวงพ่อลารุ่นแรกแขวนอยู่ที่คอของเด็กคนนั้น จึงเชื่อได้ว่าอภินิหารของเหรียญหลวงพ่อลาได้ช่วยให้เด็กชายไพบูลย์ ภู่อ่อนนิ่ม รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น จนเป็นที่กล่าวขานเลื่องลือไปทั่ว

อภินิหารของหลวงพ่อลาที่มีต่อนายสวัสดิ์ หริญเดช คือได้ถูกรถชนกระเด็นไปอยู่บนหน้ากระโปรงรถ แต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เพราะท่านได้มีแหนบและผ้ายันต์ของหลวงพ่อลาพกติดตัวอยู่ จึงได้รับความคุ้มครองปลอดภัยด้วยปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อลา

เมื่อมาตุภูมิในยุคสมัยที่ประเทศไทยระส่ำระสายด้วยพิษภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา ได้มาขอให้หลวงพ่อลาทำพิธีน้ำมนต์เทียนมหัศจรรย์และได้อธิษฐานมีใจความว่า ประเทศชาติขณะนี้ได้เกิดระส่ำระสาย มีแต่การแตกแยกกัน ขอให้อำนาจสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบรรดาลให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในประเทศ และขอให้ประเทศไทยมีความเจริญวัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป ขออย่าให้สูญเสียเอกราชตกเป็นทาสของชาติใดๆ

อาจกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งที่ประเทศไทยเรารักษาเอกราชไว้ได้ในช่วงนั้น บางส่วนอาจเกิดจากอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อลา ที่ได้เพ่งเจริญฌาณให้แก่ประเทศชาติก็ว่าได้

หลวงพ่อลาแห่งวัดแก่งคอย จึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวแก่งคอยและบุคคลทั่วไปให้ความเคารพและแวะเวียนมากราบไหว้นมัสการและพรรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อลาทุกวันเสมอมิได้ขาดจนตราบเท่าทุกวันนี้

 

ลูกศิษย์ที่ได้รับถ่ายทอดวิชาหรือศึกษาวิชาการทำน้ำมนต์จากหลวงพ่อลาที่แท้จริงมีอยู่ 4 ท่าน ได้แก่

1.      หลวงพ่อบุญมี  วัดเขาแย้ .แก่งคอย (มรณภาพแล้ว)

2.      พระครูล่า  แห่งวัดตาลเดี่ยว .แก่งคอย

3.      หลวงพ่อวิบูลย์  แห่งวัดเตาปูน อ.แก่งคอย

4.      อาจารย์ทอง วัดโคกเชือก .แก่งคอย

ทั้ง4ท่านนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการทำน้ำมนต์อาบเป็นอย่างมาก มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งใกล้และไกล ท่านเจ้าอาวาสวัดแก่งคอยองค์ปัจจุบันพระครูประภัศร์วรญาณ (ทรัพย์ ญาณวโร) ก็ได้ศึกษาวิชาจากท่านพระอาจารย์เหล่านี้ จึงได้ทำพิธีรดน้ำมนต์ให้แก่ลูกศิษย์และญาติโยมในปัจจุบัน จนเป็นที่เคารพนับถือยิ่งของชาวแก่งคอยและบุคคลทั่วไป
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อแนะนำของคนเฒ่าคนแก่ : เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ หากท่านจะไปบนบานหลวงพ่อลา ให้ท่านบนด้วยขนมจีนหรือขนมครกครับ (เพราะหลวงปู่ท่านชอบครับ) ส่วนจะได้ตามประสงค์นั้นคงต้องเป็นไปตามบุญตามกรรมแล้วกันครับ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลำดับประวัติย่อของหัวหน้าสงฆ์ และเจ้าอาวาส(ตามคำบอกเล่าและตามลำดับ)

  1. หลวงพ่อแก้ว เมื่อสร้างวัดขึ้นใหม่ๆ ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด เป็นหัวหน้าสงฆ์ เริ่มก่อสร้างวัด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏ
  2. หลวงพ่อกัณหา ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏเช่นกัน
  3. หลวงพ่อปาน ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏเช่นกัน
  4. หลวงพ่อชาลี ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏเช่นกัน
  5. หลวงพ่อประสงค์ ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา และได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายปี ท่านเป็นคนชาติภูมิเดิมมาจากอีสาน ได้มรณภาพลงที่วัดนี้

  6. เมื่อ : ๒๖ ม.ค.๒๕๕๕ ๐๙:๔๖:๒๗, IP Address : 58.8.17.143
     
ความคิดเห็นที่ : 1

ลำดับประวัติย่อของหัวหน้าสงฆ์ และเจ้าอาวาสวัดแก่งคอย(ตามคำบอกเล่าและตามลำดับ)

  1. หลวงพ่อแก้ว เมื่อสร้างวัดขึ้นใหม่ๆ ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด เป็นหัวหน้าสงฆ์ เริ่มก่อสร้างวัด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏ
  2. หลวงพ่อกัณหา ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏเช่นกัน
  3. หลวงพ่อปาน ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏเช่นกัน
  4. หลวงพ่อชาลี ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา ไม่ทราบว่ามีชาติภูมิเดิมอยู่ที่ใด ได้ลาสิกขาหรือมรณภาพไม่ปรากฏเช่นกัน
  5. หลวงพ่อประสงค์ ได้มาอยู่วัดนี้เป็นรูปต่อมา และได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายปี ท่านเป็นคนชาติภูมิเดิมมาจากอีสาน ได้มรณภาพลงที่วัดนี้
  6. พระครูสุนทรสังฆกิจ(หลวงพ่อลา ชยมงฺคโล) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2428 เดือนยี่ ปีระกา สมัยรัชกาลที่ 5 ณ ต.คล้อทอง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีบิดาชื่อ นายโม้ มารดาชื่อ นางแจ่ม สายสมบัติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน หลวงพ่อลาเป็นที่ 4 ประกอบอาชีพชาวนา หลวงพ่อมีนิสัยฝักใฝ่ทางธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดคล้อทอง ต.คล้อทอง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
  7. พระครูสมบูรณ์ศีลวัตร นามเดิม สมบูรณ์ ฉายา จิณฺณํโส นามสกุล จันทร์นิมิตร เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.. 2432 ตรงกับวันอังคาร เดือน 4 แรม 13 ค่ำ ปีฉลู ที่บ้านหาดสองแคว ตำบลท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี นามบิดา นายจับ นามมารดา นางทิพย์ จันทร์นิมิตร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  5 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 1 เมื่ออายุได้ 30 ปี ได้ทำการอุปสมบทที่วัดวังกวาง ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.. 2462 มีพระครูศีลโสภิต วัดท่าสีโพธิ์เหนือ ตำบลท่าตูม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์  พระปลัดลา(หลวงพ่อลา) วัดบ้านช่อง ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นพระกรรมวาจารย์  พระสมุห์แอ็ด วัดบ้านธาตุเหนือ ตำบลบ้านธาตุ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านมาอยู่วัดแก่งคอย เมื่อปี ..2498 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงดำแหน่งมาตามลำดับ เป็นเจ้าอาวาส พระปลัดฐานาเจ้าคณะหมวดพระอุปัชฌาย์ ท่านรับเลื่อนสมณะศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ

เมื่อปี พ.. 2466 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหาดสองแคว ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2477 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าคล้อ

เมื่อปี พ.. 2480 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อปี พ.. 2487 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์การเผยแผ่ อ.แก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2498 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดแก่งคอย และเจ้าคณะอำเภอแก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2511 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ

ท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.. 2517 เวลา 08.10 . รวมอายุได้ 85 ปี 4 เดือน 5 วัน โดยพรรษารวม 56 พรรษา พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.. 2518 เวลา 16.30 . ที่เมรุวัดแก่งคอย

 

  1. พระครูปัญญาโชติวัตร นามเดิม บุญนิตย์ ฉายา โชติปญฺโญ นามสกุล สุนทรกิจ เกิดเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.. 2461 ที่บ้านท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี  นามบิดาและนามมารดา นางฮวด สุนทรกิจ อุปสมบทเมื่ออายุ 51 ปี พ.. 2515 ที่วัดแก่งคอย โดยมีพระครูสมบูรณ์ศีลวัตร วัดแก่งคอย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดเสงี่ยม สุธมฺโม วัดแก่งคอย เป็นพระกรรมวาจารย์  พระคูณ อานนฺโท วัดทับกวาง ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดแก่งคอย เมื่อปี พ.. 2520 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี มรณภาพลงเมื่อวันที่  17 มิถุนายน พ.. 2530
  2. พระครูประภัศร์วรญาณ (ทรัพย์ ญาณวโร) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดแก่งคอย ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี พ.. 2532 นามเดิมทรัพย์ อำนาคะ เกิดวันอังคารที่ 21 มีนาคม ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 ปีวอก พ.. 2487 ที่บ้านโคกเชือก หมู่ที่ 9 ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี นามบิดา นายสิงห์ นามมารดา นางคูณ อำนาคะ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน พระครูประภัศร์วรญาณ เป็นบุตรคนที่ 5 เมื่ออายุได้ 21 ปี ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.. 2509 ที่วัดแก่งคอย โดยมีพระครูสมบูรณ์ศีลวัตร เจ้าคณะอำเภอแก่งคอย วัดแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดเสงี่ยม สุธมฺโม วัดแก่งคอย เป็นพระกรรมวาจารย์ พระถวิล เขมจาโร วัดแก่งคอย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้พำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดแก่งคอยมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ มาโดยลำดับ

เมื่อปี พ.. 2517 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการควบคุมห้องสอบธรรมสนามหลวง

เมื่อปี พ.. 2518 ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความเรียบร้อยฝ่ายสงฆ์ในงานเทศกาลพระพุทธบาท

เมื่อปี พ.. 2519 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอแก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2520 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระปลัด ฐานานุกรมเจ้าคณะอำเภอแก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2525 ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ให้เป็นกรรมการตรวจสอบธรรมสนามหลวง นักธรรมเอก

เมื่อปี พ.. 2526 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะตำบลท่าคล้อ

เมื่อปี พ.. 2528 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์พัฒนา

เมื่อปี พ.. 2529-2546 ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เป็นกรรมการควบคุมห้องสอบบาลีสนามหลวง

เมื่อปี พ.. 2532 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดแก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2536 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะตำบลแก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2537 ได้รับการสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรชั้นโท

เมื่อปี พ.. 2538 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจารย์

เมื่อปี พ.. 2542 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลแก่งคอย

เมื่อปี พ.. 2543 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อปี พ.. 2545 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะตำบลสองคอน

เมื่อปี พ.. 2554 ได้รับการสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท

 

            และประวัติพระครูปลัดทองห่อ วิริยธมฺโม นามเดิม ทองห่อ จำปาบุญ เกิดที่บ้านท่าหีบ ต.จันทึก อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา บิดาชื่อนายสอน จำปาบุญ มารดาชื่อนางขันธ์ จำปาบุญ ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.. 2497 ที่วัดแก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยมีพระครูสมบูรณ์ศีลวัตร วัดแก่งคอย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดเสงี่ยม สุธมฺโม วัดแก่งคอย เป็นพระกรรมวาจารย์ พระประพันธ์ จิตฺตธมฺโม วัดแก่งคอย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านบวชแล้วจำพรรษาอยู่วัดแก่งคอยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน



โพสโดย : somkiert_p ส่งข้อความ, E-Mail : แสดงเฉพาะสมาชิกที่ login,
เมื่อ : ๒๖ ม.ค.๒๕๕๕ ๐๙:๔๙:๒๑, IP Address : 58.8.17.143 


ตอบกระทู้-แสดงความคิดเห็น กรุณา Login เข้าสู่ระบบ หรือสมัครเป็นสมาชิก Club ก่อนนะครับ

eXTReMe Tracker